บทสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์

หน้าแรก

บทสัมภาษณ์

ผนึกพลัง 3 องค์กรชั้นนำ พัฒนาธุรกิจ Street food ของไทยสู่อาเซียน

อาจารย์สุภัค หมื่นนิกร

ผนึกพลัง 3 องค์กรชั้นนำ พัฒนาธุรกิจ Street food ของไทยสู่อาเซียน
Thai Street Food หรือ “สตรีทฟู้ดไทย” ถือได้ว่าเป็น ‘อะเมซิ่งไทยแลนด์’ ในสายตานักท่องเที่ยว เพราะอาหารไทยได้ชื่อว่า อร่อยเลิศไม่แพ้ชาติใดในโลก ขณะที่ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างร่วมผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุน ‘ร้านอาหารริมทาง’ หรือ สตรีทฟู้ดไทย ให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของภาพลักษณ์ รสชาติ ความสะอาด ความปลอดภัย เพราะ ธุรกิจสตรีทฟู้ด นี้เองคือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศ

เช่นเดียวกับ สถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร (Food Franchise Institute : FFI)  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรภาคเอกชน ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนส่งเสริมผลักดัน สตรีทฟู้ดไทย สู่มาตรฐานสากล ภายใต้การบริหารโดย อาจารย์สุภัค หมื่นนิกร Chairman & Founder ผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหารแฟรนไชส์มากว่า 30 ปี



           
            โดย FFI ได้ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรหลักอีก 2 องค์กร ได้แก่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (CENTRAL LAB THAI : CLT) และ สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร (Restaurant Business Association : RBA) โดย อาจารย์สุภัค ให้ความเห็นว่า 

            ธุรกิจสตรีทฟู้ดของไทย มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือเอกชนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะการให้ความรู้และคำปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจสตรีทฟู้ด ให้สามารถอยู่รอด แข่งขันได้ มีกำไร อย่างยั่งยืน เติบโตเป็นแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานสากล และก้าวข้าวพรมแดนสู่ตลาดเพื่อนบ้านของไทย ได้อย่างมั่นคง

            ด้วยเหตุนี้เอง สถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร (Food Franchise  Institute : FFI) ซึ่งเป็นองค์กร ที่เผยแพร่องค์ความรู้ ด้านธุรกิจแฟรนไชส์ การจัดการธุรกิจร้านอาหาร และการจัดการธุรกิจสตรีทฟู้ด ซึ่งประกอบด้วยทีมวิทยากรมากประสบการณ์จากหลากหลายด้าน อาทิ  Street food management, Franchise management ,Online Marketing, Content management, Branding & Manual Operational Management , Food Safety, นักกฎหมายแฟรนไชส์และการค้าด้านต่างๆ , นักวางแผนระบบบัญชีและวางแผนภาษี , ทีมจับคู่ธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ  

            โดยได้ร่วมมือกับ 2 พาร์ทเนอร์ ร่วมพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและธุรกิจสตรีทฟู้ดไทย ได้แก่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (CENTRAL LAB THAI : CLT) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการของรัฐที่มีเครื่องมือและระบบมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มากกว่า 1,000 รายการ โดยมีการทดสอบ รองรับงานทดสอบได้มากกว่า 400,000 ตัวอย่างต่อปี 

            โดย CLT มุ่งเน้นการทดสอบสินค้าเกษตรและอาหารเป็นหลัก ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ  มีสาขาให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย 6 สาขา คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สงขลา และกรุงเทพมหานคร  นอกจากนี้ CLT ยังเป็นศูนย์ให้บริการคำแนะนำ และข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจทดสอบมาตรฐานสินค้า ผลิตภัณฑ์ชุมชน การฝึกอบรมทางห้องปฏิบัติการ และการสอบเทียบเครื่องมือ

             และอีกหนึ่งพาร์ทเนอร์ที่สำคัญ ได้แก่ สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร (Restaurant Business Association : RBA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย  ผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขาในอุตสาหกรรมผลิตและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจร้านอาหาร เป็นกลุ่มนักบริหารธุรกิจร้านอาหารมืออาชีพ และธุรกิจอาหาร ที่มีความมุ่งมั่นในการร่วมกันพัฒนาวงการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ 

             ตลอดจนเป็นสื่อกลางในการประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเพิ่มทักษะ สร้างขีดความสามารถ  ด้านการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ให้กับเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหาร และธุรกิจอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า  50,000  ร้าน นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Business Matching  จับมือกับนักธุรกิจชาวจีน  เมียนมา และ สปป.ลาว ในการต่อยอดธุรกิจอีกด้วย     

ติดอาวุธทางปัญญายกระดับ ‘สตรีทฟู้ด’ ก้าวไกลสู่ ‘แฟรนไชส์ระดับอาเซียน’

            โดยทั้ง 3 องค์กรชั้นนำที่กล่าวไป (FFI , CLT , RBA) ได้ผนึกกำลังร่วมมือกันจัดการฝึกอบรมให้ความรู้ และคำปรึกษา รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจสตรีทฟู้ดของไทย ที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลก ให้ก้าวไปสู่การเป็นแฟรนไชส์ในระดับอาเซียน 

            โดยจะเริ่มเปิดหลักสูตรอบรมผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดรุ่นที่ 1 ในวันที่ 24 , 31 กรกฎาคม 2562 ณ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด และรุ่นต่อๆ ไปในปลายเดือนสิงหาคม 2562 โดยได้กำหนดคุณสมบัติของ ผู้เข้าอบรมพัฒนาธุรกิจ Street food ของไทยสู่อาเซียนไว้ดังนี้

1) คนไทยสัญชาติไทย อายุ 22-40 ปี
2) เปิดธุรกิจมาไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป
3) เป็นเจ้าของธุรกิจ Street food ใน กรุงเทพฯ 
4) สามารถเข้าอบรมทั้ง 2 วัน โดยไม่ขาด (วางเงินประกัน 3,000 บาท ก่อนวันสัมมนา และได้คืนครบจำนวนถ้าเข้าอบรมครบชั่วโมง)
5) ผู้เข้าสัมมนา 1 คนต่อ 1 แบรนด์ (เป็นคนเดียวกันตลอดการอบรม)
6) ตั้งใจนำความรู้ไปพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง
7) มีเป้าหมายขยายสาขา
8) มีเป้าหมายขายแฟรนไชส์ในอนาคต
9) ถ้ามีโอกาสจะขยายไปประเทศ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV)
10) ยินดีร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ของ FFI & CLT & RBA จำนวน 3 ครั้ง

            อาจารย์สุภัค กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์การทำงานที่เป็นที่ปรึกษาในแวดวงธุรกิจร้านอาหาร และ  Convenience Store ในกลุ่มประเทศ CLMV โดยพบว่า ธุรกิจร้านอาหารแต่ละประเทศในระดับท้องถิ่น มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ความโดดเด่นเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน  ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการร้านอาหารมีเหมือนกัน คือ Passion แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจแตกต่าง คือ Knowledge และ Experience  

            นอกจากนี้ จากการเดินทางในกลุ่มประเทศ CLMV รวมทั้งประเทศไทย ซึ่ง อาจารย์สุภัค ได้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคโดยแบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ
1. กลุ่มผู้บริโภค Local ระดับท้องถิ่นสไตล์เก่า
2. กลุ่มผู้บริโภค Local ระดับสไตล์โมเดิร์น
3. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้าไปแฝงอยู่ในท้องถิ่นในแต่ละประเทศ


            “ประเทศในกลุ่ม CLMV รวมถึงประเทศไทย สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร ลงไปถึงร้านสตรีทฟู้ด ต่างก็มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน และควรค่าสามารถพัฒนาต่อไปได้ โดยปัจจุบัน ธุรกิจอาหารหันมาผลิตอาหารแนว Healthy ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม เมนูอาหารรูปแบบเฉพาะ หรือแบบ Local ที่หารับประทานที่อื่นไม่ได้ ก็ยังถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดกลุ่มลูกค้าและนักท่องเที่ยว ทว่าผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนไม่น้อย ที่ยังติดปัญหาเรื่องระบบการจัดการร้านซึ่งอาจยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร

          ด้วยเหตุนี้ วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ของ FFI รวมถึงองค์กรพันธมิตร คือ การนำองค์ความรู้จากทีมวิทยากร และประสบการณ์ที่ได้ไปทำงานในกลุ่มประเทศ CLMV นำมาพัฒนาธุรกิจร้านอาหารและสตรีทฟู้ดไทย ผ่านการออกแบบหลักสูตรเสริมสร้างความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ไล่เรียงตั้งแต่องค์ความรู้ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ อาทิ Training , Coaching , Turnkey และการส่งเสริมผลักดันจัด Business Matching ทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย เรียกได้ว่า ครบวงจรให้กับผู้ประกอบร้านอาหารและสตรีทฟู้ดไทย”
อาจารย์สุภัค กล่าว

 
หลักสูตรมาตรฐาน FFI เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร/สตรีทฟู้ด
• Training
• Coaching
• Turnkey
• Business Matching
 

ใคร? ที่ควรเข้าอมรมหลักสูตร FFI
• บุคคลทั่วไปที่สนใจธุรกิจอาหารแต่ยังไม่มีอาชีพ ยังไม่ได้สร้างแบรนด์ ยังไม่มีหน้าร้าน
• บุคคลที่มีอาชีพ หรือมีธุรกิจอาหารขยายด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบแฟรนไชส์
• บุคคลที่ทำแฟรนไชส์แล้ว แต่ประสงค์ต้องการเติบโตและขยับขยายสาขาไปในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
 
            อาจารย์สุภัค กล่าวเสริมด้วยว่า ประเทศไทยมีกลุ่มเจ้าของร้านอาหารระดับสตรีทฟู้ดจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้กำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์ เพราะฉะนั้นเราควรส่งเสริมพวกเขา โดยร้านอาหารหรือแฟรนไชส์ร้านอาหารที่ได้มาตรฐานในปัจจุบัน ในอดีตก็เกิดขึ้นมาจาก สตรีทฟู้ด ด้วยกันทั้งนั้น

            ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นว่า มีธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารหลายแบรนด์ที่เริ่มต้นมีเงินลงทุนเพียงหลักพันหลักหมื่นบาท แต่สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและสร้างยอดขายหลักล้านหรือ 100 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินหรือเป็นเพียงความฝัน เพราะมีคนทำให้เห็นมาแล้วนักต่อนัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานการพัฒนาธุรกิจร้านอาหารให้ตรงจุดและถูกต้องผ่านตัวแปร 4 ข้อ ได้แก่

• Branding
• Online Marketing
• มาตรฐาน Food Safety
• Business Model

 
            “สิ่งที่อยากฝากบอกถึงผู้ประกอบร้านอาหารสตรีทฟู้ด คือ หากคุณคิดจะขยายสาขาหรือเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ที่ได้มาตรฐาน คุณต้องบริหารจัดการและทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนที่มาลงทุนธุรกิจของคุณมีกำไรและประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับคุณให้ได้

          เพราะฉะนั้น
FFI คือ อีกหนึ่งสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดจาก Start Up สู่ Strong Up และยกระดับสู่ธุรกิจแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบ พร้อมกับสามารถขยับขยายกิจการเติบโตไปยังต่างประเทศให้ได้อย่างสง่างาม มั่นคงและยั่งยืน”   


สำหรับท่านที่สนใจ หลักสูตรอบรมผู้ประกอบการสตรีทฟู้ด ติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ภายใต้ชื่อ FFI Street Food Academy (Thailand) และที่ www.ffi.co.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ คุณเฉลิมพล สมบัติราชอังกูร โทร.086 310 0760 และ คุณชไมพร น่วมคำนึง โทร.080 909 6549
 

จำนวนเปิดอ่าน : 120